“ศาสตร์พระราชา” จากการบรรยายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

“ศาสตร์พระราชา” จากการบรรยายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

16298535_1625355497772421_4987583645570683568_n
ในวันนี้ทุกฝ่ายให้ความสนใจกับ “ศาสตร์พระราชา” อย่างมาก ในคณะทำงานเรื่องศาสตร์พระราชาของ สปท. เราคุยกันในเรื่องนี้หลายครั้ง ย้อนกลับไปฟังการบรรยายของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2559 ในรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ผมลองวิเคราะห์เพื่อดูว่ารัฐบาลมองศาสตร์พระราชาอย่างไร เนื้อหาที่ตัดตอนมาเฉพาะใจความสำคัญมีดังนี้

“สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์แห่งการดำรงอยู่ของชาติไทย และเป็นสถาบันหลักในการสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่น เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ คนไทยทุกคนได้เปล่งสัจวาจา ถวายสัตย์ปฏิญาณ ว่าจะปฏิบัติหน้าที่พลเมืองที่ดี เคารพกฎหมาย รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาประเทศ อย่างสมดุลและยั่งยืน จะร่วมกันปฏิรูปประเทศ จะประพฤติปฏิบัติตนตามรอยพระยุคลบาท ในแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยน้อมนำ “ศาสตร์ของพระราชา” มาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิ

ในระดับรัฐบาลได้น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” มาประยุกต์ใช้ ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยขอสร้างความเข้าใจ และขอความร่วมมือ จากพี่น้องประชาชนทุกคน ในเรื่องต่างๆ ดังนี้

เรื่องที่ 1 ขอให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยลดอัตตาลง ให้ความสำคัญกับทักษะ “การทำงานเป็นทีม” ปลูกฝังเยาวชนตั้งแต่ในสถานศึกษา “ทุกระดับ”

เรื่องที่ 2 การปฏิรูปและการสร้างสิ่งใหม่ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ในระยะต่างๆ ทว่า “จุดหมายปลายทาง” ย่อมนำพาไปสู่สิ่งที่ดีกว่าและการพัฒนาที่ยั่งยืน อาทิเช่น แก้ปัญหา “โรงเรียนขนาดเล็ก” กว่า 15,000 แห่ง ทั่วประเทศของกระทรวงศึกษาธิการในระยะแรกอาจส่งผลกระทบเป็นรายบุคคล รายครอบครัว ในระยะที่ 2 เมื่อ “โรงเรียนดีใกล้บ้าน” ซึ่งถูกตั้งเป็น “โรงเรียนแม่เหล็ก”ได้รับการส่งเสริมความเข้มแข็ง ทั้งจากชุมชนเองและจากรัฐบาลได้อย่างเหมาะสม เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 3 หากสามารถเชื่อมโยงกลไกประชารัฐ และประชาคมใกล้เคียง กับโรงเรียนเป้าหมายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กและครูไม่ครบชั้นจะหมดไป และประเทศไทยจะได้ “ทรัพยากรมนุษย์” ที่มีคุณภาพสูงขึ้น

เรื่องที่ 3 ต้องเข้าใจว่าเราไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรก็ตามได้ ในเวลาเดียวกัน จำเป็นต้องร่วมมือกันดำเนินการอย่างต่อเนื่องกระทั่งสำเร็จ จึงต้องอดทนและเข้าใจ

เรื่องที่ 4 การพัฒนาและการสร้างความเจริญเติบโตของประเทศต้องสามารถรักษาสมดุล ให้ได้ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเริ่มต้นจากการรวมกลุ่มในอาชีพเดียวกันแล้วมีการเชื่อมโยงไปสู่อาชีพอื่น หรือกลุ่มอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน

เรื่องที่ 5 การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกกับอาเซียนและประเทศไทยมีผลสืบเนื่องกันใน “ทุกมิติ” จำเป็นต้องแสวงหาความร่วมมือ ในรูปแบบต่างๆ ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ“บนความแตกต่าง” “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” แล้วหาจุดเชื่อมโยงให้ได้ ไม่ว่ามิติเศรษฐกิจของโลก จะมั่งคั่งเท่าไหร่ก็ตาม หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็น “ศาสตร์พระราชา” ที่ได้รับการยอมรับและยกย่องจากประชาคมโลก จะช่วยย้ำเตือนเราถึงการพัฒนาที่สมดุล ทั้งในมิติสังคม คือ การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ “อย่างพอเพียง” และในมิติสิ่งแวดล้อม ที่จะนำไปสู่การใช้ทรัพยากร “อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน”

เรื่องที่ 6 สิ่งที่เป็นปัญหาที่ยังแก้ไขไม่ได้มากนัก คือ “ความเข้าใจ – ความร่วมมือ” ของประชาชน และการทำงานของข้าราชการในพื้นที่ ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน สามารถทำงานร่วมกันโดยจำเป็นต้องน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” คือ “การเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ต้องคำนึงถึงความเป็นมาเป็นไปในอดีตและมองอนาคตร่วมกันเป้าหมายเดียวกันด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งจะช่วยให้สังคมของเราดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำธำรงความเป็นธรรมได้ในที่สุด ยึดหลักการที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ แก่ส่วนรวม – คนกลุ่มใหญ่ – เสียงส่วนใหญ่ก่อน จากนั้น “ผลพวง” ต่างๆ ก็จะเกิดขึ้น เชื่อมโยงไปถึง “คนกลุ่มน้อย– เสียงส่วนน้อย” ทุกคนต้องรู้จักอดทน รอคอย ถึงผลประโยชน์ในอนาคต

เรื่องที่ 7 คนไทยในอดีตสนใจงานในเชิงโครงสร้าง “น้อยเกินไป” มุ่งแต่การแก้ปัญหาเล็กๆ ไม่ตรงจุด หรือเน้นมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่ทำในเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งไปพร้อมกัน จึงต้องมีกระบวนการรวบรวมข้อมูลข่าวสาร ที่รอบด้าน ทันสมัย เพื่อจัดทำเป็น “ฐานข้อมูลกลาง” ให้ได้โดยเร็ว เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้ร่วมกัน วิเคราะห์ในมุมมองที่ตนรับผิดชอบ และกำหนดแนวทาง วิธีการในการดำเนินงานอย่างบูรณาการ

เรื่องที่ 8 ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางการเกษตรสูงโดยสามารถเพาะปลูกพืช เพื่อส่งเป็นสินค้าออก จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืชใหม่ จากเดิม “เกษตรแบบธรรมชาติ” เป็นการใช้เทคโนโลยี การทำไร่นาสวนผสมแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ช่วยเสริมศักยภาพทางการเกษตรที่เคยอาศัยธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว ต้องปรับรูปแบบการเกษตรจาก “เกษตรครัวเรือน”เป็นเกษตรแปลงใหญ่ หรือการรวมตัวเป็นกลุ่มเกษตรกร เป็นสหกรณ์การเกษตรที่เข้มแข็ง เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยง ในเรื่องของการเพาะปลูก – การผลิต – การแปรรูป –การตลาด โดยเกษตรกร ต้องรู้จักการบริหารจัดการตนเอง ทั้งระบบ เป็นทางเลือกให้เกษตรกรไทย “ยุคใหม่” ที่เรียกว่า “Smart Farmer”

เรื่องที่ 9 ประเทศไทยต้องใช้ศักยภาพการเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยในอาเซียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการเชื่อมโยง การค้าการลงทุน, การไปมาหาสู่ของประชาชนในอาเซียน การลงทุนร่วม – การค้าต่างตอบแทนในกลุ่มอาเซียน ในลักษณะที่ไทยมีศักยภาพ ในการเป็น “ศูนย์กลาง” ในภูมิภาคได้ ในหลายกิจกรรม อาทิเช่น การท่องเที่ยว, การสาธารณสุข – รักษาพยาบาล – ยา, ดิจิทัล, การคมนาคมระหว่างประเทศ, การเชื่อมโยงตลาด, การค้า – การลงทุน ทั้งในส่วนของ SME, สินค้าประชารัฐ, การสร้างแบรนด์ของประเทศไทย อาทิเช่น ข้าวอินทรีย์, เกษตรอินทรีย์ ที่มีราคาสูง, ปรับปรุงคุณภาพการผลิต – การแปรรูป, ให้เป็นศูนย์กลางด้านอาหาร, มีการลงทุนแนวใหม่ที่เรียกว่า New S-Curve ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ให้มาก
รวมทั้ง เราต้องไม่ลืมให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมโยง “ทางกายภาพ” อาทิเช่น ถนน – รถไฟ – รถไฟฟ้าความเร็วสูง – ท่าเรือขนส่งสินค้า – การท่องเที่ยว

คนไทยจำเป็นต้องสมัครสมานสามัคคี เห็นอกเห็นใจ ให้อภัยซึ่งกันและกัน ดำรง “เอกลักษณ์ของคนไทย” และ “สยามเมืองยิ้ม” ไว้ต้องจดจำไว้ว่า “ความมีน้ำใจ คือไทยแท้” การปรองดองหรือความรักความสามัคคีนั้นบังคับกันไม่ได้ด้วยกฎหมาย”

ลองตั้งสมมติฐานไว้ว่าทั้งหมดนี้คือศาสตร์พระราชา เมื่อลองถอดสมการจากสิ่งที่นายกรัฐมนตรีบรรยายไว้ ได้ใจความว่า “ศาสตร์พระราชา คือแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ใช้ความเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มุ่งใช้ศักยภาพของทุกคน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรคน สร้างความรักสามัคคี ให้สามารถทำงานเป็นทีม ระหว่างประชาชนกับประชาชน กับรัฐและข้าราชการ ร่วมเป็นประชารัฐ ใช้จุดแข็งทั้งหมดที่มีอยู่ สร้างโครงข่ายกระจายจากกลุ่มเดียวกันไปสู่คนต่างกลุ่มโดยยึดประโยชน์ของสังคมและสิ่งแวดล้อม”

ศาสตร์พระราชาตามที่ปรากฏสามารถนำประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ก้าวทันการพัฒนาของโลก โดยสังคมและสิ่งแวดล้อมไม่บอบช้ำ